Welcome to :: www.SaiSanYa.net :: สายสัญญาบารมี  Welcome to :: www.SaiSanYa.net :: สายสัญญาบารมี

ลูกประคำ ๑๐๘

ลูกประคำ ๑๐๘

ลูกประคำ ๑๐๘ ไม้หรือแก้ว หรือลูกลานเป็นต้น ที่ทำเป็นเม็ดกลมๆ มีรูตรงกลาง ร้อยเป็นพวงด้วยด้ายหรือไหม สำหรับนักบวชมีฤาษีเป็นต้น ใช้สวมคอหรือกำหนดนับบริกรรมสวดมนต์ภาวนาเรียกว่าลูกประคำ มี ๑๐๘ ลูก ตามจำนวนพระคุณของพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ ๕๖ พระธรรมคุณ ๓๘ สังฆคุณ ๑๔ รวมเป็น ๑๐๘ พอดี

ประวัติความเป็นมา
ในปีพุทธศักราช ๒๒๕ คณะสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียได้ประชุมตกลงกันจัดส่งพระอรหันต์เถระเดินทางออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนา ในดินแดนต่างๆ ในการนี้ได้มอบหมายให้พระอรหันต์ ๒ รูป คือ พระโสณเถระและพระอุตตรเถระ เดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาและนำพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์มาประดิษฐานในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งมีเมืองนครปฐมในปัจจุบันเป็นจุดศูนย์กลาง เมื่อได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวแล้ว พระอรหันต์เถระทั้งสองรูป ได้เดินทางออกจากเมืองปาฏลีบุตรในประเทศอินเดียโดยนำพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย ครั้งเมื่อเดินทางผ่านเมืองสะเทิมในประเทศมอญ พระอรหันต์เถระทั้งสองรูปได้พบกับพระฤๅษี ๓ องค์ ซึ่งพำนักบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ที่บริเวณภูเขาสุทัศน์คีรีใกล้เมืองสะเทิมคือ พระฤๅษีคุปตะ พระฤๅษีจุลละ พระฤๅษีเทวิละ พระฤๅษีทั้ง ๓ องค์นี้ เมื่อได้เห็นพระจริยาวัตรและปฏิปทาอันงดงามของพระโสณเถระและพระอุตตรเถระก็บังเกิดศรัทธาความเลื่อมใสชักชวนกันไปกราบไหว้นมัสการ และชักถามพระอรหันต์เถระทั้งสองว่า “ท่านเป็นศิษย์ของผู้ใด ใครคือพระศาสดาของท่าน” พระอรหันต์เถระทั้งสองก็ตอบว่า “พระสมณโคดมศากยบุตรอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอาจารย์ของพวกเรา พระองค์คือพระศาสดาของพวกเราทั้งหลาย” พระฤๅษี ๓ องค์ เมื่อได้ยินดังนั้นก็ร้องขอให้พระอรหันต์เถระทั้งสองรูป เล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของพระพุทธศาสนาให้ฟัง พระอรหันต์เถระทั้งสองก็ได้อธิบายให้ฤๅษีทั้ง ๓ องค์ฟังโดยละเอียด พระฤๅษีทั้ง ๓ องค์เมื่อได้ทราบว่าพระรัตนตรัยได้บังเกิดขึ้นในโลกนี้แล้วก็รู้สึกปิติยินดี แต่มีความเสียดายที่ไม่ได้พบเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เพราะทรงเข้าปรินิพพานไปนานแล้วถึง ๒๒๕ ปี จึงซักถามพระอรหันต์เถระทั้งสองต่อไปว่าพระรัตนตรัยทั้งสามมีคุณเท่าใด

พระอรหันต์เถระทั้งสองก็อธิบายให้ฟังว่า คุณพระพุทธเจ้ามีจำนวน ๕๖ ดังบทสวดพระพุทธคุณ (อิติปิโสภควา) คุณพระธรรมเจ้ามีจำนวน ๓๘ ดังบทสวดพระธรรมคุณ (สวากขาโต) และคุณพระสังฆเจ้ามีจำนวน ๑๔ ดังบทสวดพระสังฆคุณ (สุปฏิปันโน) เมื่อรวมกันแล้ว คุณพระศรีรัตนตรัยมีจำนวนทั้งสิ้น ๑๐๘

พระฤๅษีทั้งสามได้ซักถามต่อไปว่าในกัป ของเรานี้จะยังมีพระพุทธองค์ใหม่เกิดขึ้นอีกหรือไม่ พระอรหันต์เถระทั้งสองได้อธิบายให้ฟังว่าในขณะนี้เราอยู่ในภัทรกัป ซึ่งจะมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ๕ พระองค์พระสมณโคดมนี้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ในภัทรกัป ดังนั้นในกัปนี้จึงยังเหลือพระพุทธเจ้าที่จะมาบังเกิดขึ้นอีกหนึ่งพระองค์ คือพระศรีอริยเมตไตรย

พระฤๅษีทั้งสาม ขอทราบนามของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ในภัทรกัปนี้ พระอรหันต์เถระทั้งสองจึงแจ้งให้ทราบดั่งประพันธคาถาปัฐยาวัตรฉันท์ต่อไปนี้

นะกาโร กะกุสันโธ จะ โมกาโร โกนาคะมะโน
พุทกาโร กัสสะโป พุทโธ ธากาโร สักกะยะปุงคะโว
ยะกาโร อะริยะเมตเตยโย ปัญจะพุทธา นะมามิหัง

เมื่อทั้งสองฝ่ายได้สนทนากันจนเป็นที่พอใจแล้ว พระอรหันต์เถระทั้งสองก็อำลาพระฤๅษีทั้งสามออกเดินทางมายังสุวรรณภูมิตามจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาต่อไป

ฝ่ายพระฤๅษีทั้งสามได้ปรึกษาหารือกันว่า เราควรจะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อให้น้อมระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยอยู่เสมอ ในที่สุดได้ตกลงกันสร้างลูกประคำขึ้นมาเพื่อใช้ในการสวดมนต์ภาวนาโดยกำหนดให้ลูกประคำมีจำนวน ๑๐๘ เม็ด เท่ากับคุณพระศรีรัตนตรัยซึ่งมีจำนวนรวมทั้งสิ้น ๑๐๘ ดังได้ทราบกันอยู่แล้วและที่ยอดของสายประคำได้ใส่ลูกประคำไว้อีก ๓ เม็ดเพื่อแทนพระศรีรัตนตรัยเจ้าทั้งสามคือพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆเจ้า สำหรับบทสวดภาวนาเกี่ยวกับลูกประคำนั้น พระฤๅษีทั้งสามได้กำหนดเอาพระนามของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ในภัทรกัปนี้ คือ นะโม พุทธายะ มาประยุกต์รวมกันเข้ากับพระคาถา “โอม” คือ “มะอะอุ” ซึ่งเป็นคาถาของท้าวมหาพรหม ที่บรรดาพระฤๅษีทั้งหลายนำมาใช้กันอยู่เป็นประจำนั้น มาสวดภาวนาเวลาชักลูกประคำ โดยอนุโลมปฏิโลม ดังต่อไปนี้คือ “นะโม พุทธายะ ยะธาพุทโมนะ มะ อะ อุ อุ อะ มะ”

ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ลูกประคำ ๑๐๘ ก็ได้แพร่หลายเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

การใช้ลูกประคำสวดมนต์
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ลูกประคำสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๒๕ โดยฤๅษีคุปตะ จุลละ และเทวิละ ฤๅษีทั้ง ๓ ทำตำราลูกประคำ ตำราลูกประคำสำเร็จโดยฤๅษีอัชชะโคนะ ฤๅษีอัชชะโคนะนี้เดิมเป็นพระ แต่เมื่อมาปฏิบัติในป่าเกิดลำบาก เพราะต้องฆ่าสัตว์ จึงสึกออกมาบวชเป็นฤๅษี มาปฏิบัติโดยใช้ลูกประคำ และสำเร็จโลกิยฌาน และมีฤาษีอีกหลายองค์ที่สำเร็จโดยลูกประคำ เช่นฤๅษีปุปุอ่อง พัชชะโคนะ การสวดของพระฤๅษีนี้ใช้ลูกประคำสวดมนต์ โดยตั้งจิตก่อนสวดลูกประคำ และระลึกถึงพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ นะโมพุทธายะแล้วสวดมนต์และนับลูกประคำไปเรื่อยๆ สวดมนต์ไปเรื่อยๆ โดยบทสวดมนต์ “อาฏานาฏิยะปะริตตัง”

แล้วต่อมาจากฤๅษี ๓ องค์ อัชชะโคนะ พัชชะโคนะ และ ปุปุอองแล้ว ก็มีการเอาลูกประคำมานับในการเข้าสมาธิสวดมนต์ พิจารณาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือ จุลละกัสสะปะ พร้อมกันนี้ก็พิจารณา กายานุสติ (อาการ ๓๒) ด้วย และจุลละกัสปะธิ เป็นผู้ที่เริ่มก่อตั้งลัทธิมหายาน พวกที่บวชอยู่ในลัทธิมหายานจึงใช้ประคำสวดมนต์ ทำสมาธิกันทุกองค์

อัชชะโคนะ ตอนเป็นพระมีนามว่า ยะสะปาโล อยู่ป่าเป็นพระ จึงไม่เหมาะสม เพราะจะอาบัติบ่อยๆ ก็เลยสึกออกมาอยู่ป่าเป็นฤๅษี เป็นพระมา ๒๐ ปี

ปุปุออง ตอนเป็นพระมีนามว่า ญาณะรังสี เหตุที่ต้องสึกออกมาเป็นฤๅษีก็ด้วยเหตุเดียวกับ อัชชะโคนะ
การที่เราจะนั่งสวดลูกประคำ จิตใจเราต้องเป็นสมาธิจิต เมื่อสวดเสร็จเรียบร้อย เราจะสวด อัสสาสะ ปัสสาสะ อานาปานะสติ ตั้งกำหนดลมหายใจเข้าออกให้เป็นสมาธิ ทำกายะคะตาสะติ เกสา โลมา นะขา ทันตา... พอเสร็จแล้วก็อนุโลม ปฏิโลม ให้ใจเป็นสมาธิอยู่กับลูกประคำนับที่ลูกประคำ

การสวดปริตรของพระพุทธองค์ด้วยลูกประคำ ทำให้มีอานุภาพมาก ถ้าเรามีสมาธิจิตตัวอยู่ดี จะทำอะไรก็สำเร็จ อันตราย ภัยต่างๆ ก็จะไม่เกิด ไม่มีใครทำอะไรเราได้ ปริตรเป็นที่ป้องกันทุกสิ่งทุกอย่าง

บทสรุป ปริตรทั้งหมด
นักขัตตะยักขะภูตานัง ปาปัคคะหะ นิวาระณา
ปริตตัสสานุภาเวนะ หันตะวา เตสัง อุปัททะเว
อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโตฯ

ด้วยอานุภาพของการสวด นับลูกประคำนี้ทำให้เกิดเมตตา ป้องกันอันตราย เป็นสมถะภาวนา ด้วยเราพิจารณากรรมฐานด้วยลูกประคำ ถ้าเราจะสวดกันจริงๆ ก็ยาวมาก

ในปัจจุบันลูกประคำ ทำได้ยาก ต้องเอาคุณ เอาที่ป้องกัน เป็นฌานเป็นอักขระ คนที่นับลูกประคำ ถ้าสวดแล้วนับดีๆ มีจิตเป็นสมาธิ ก็จะได้ผลเยอะมาก ถ้าจะนับประคำก็จะต้องนับแบบ ๑๐๘ เม็ด

ประคำ ๙ เม็ด คือ โลกุตร ๙ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ประคำแบบ ๙ เม็ดนี้มาเกิดขึ้นทีหลัง มาแยกพวกกันระหว่าง มหายานและหินยาน พวกมหายานจะใช้ประคำ ๙ เม็ด คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ บารมีเป็นใหญ่ มรรคก็ดี นิพพานก็ดี

พวกจุลละยาน เป็นนิกายที่แยกมาจากมหายานอีกทีหนึ่ง พวกนี้ถือประคำ ๗ เม็ด คือ อภิธรรม ๗ พวกจุลละยานนี้ นักบวชมีภรรยาได้ ถือประคำ ๗ เม็ด จิตเป็นใหญ่ สัจจะเป็นใหญ่

ประคำโทน คือเอาคุณจากประคำ ๑๐๘ เม็ด มารวมกันไว้ในประคำเพียงเม็ดเดียว เป็นประคำโทน เหมือนที่สวดอิติปิโสภควา ถือว่าพวกเราเหมือนมีหัวใจอยู่หนึ่งเดียว ถือมั่นติดตัวเอาไว้ เหมือนมีประคำ ๑๐๘ เม็ดอยู่ในเม็ดเดียว

ดังนั้นการนับลูกประคำ สวดมนต์บทนั้นๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว จะสำเร็จโลกีย์ฌาน เพราะตั้งจิตให้อยู่กับลูกประคำ ถ้าไม่มีสติก็จะนับไม่ถูก นับไปก็ต้องตั้งสติไป จึงจะสำเร็จโลกีย์ฌานได้ ดังเช่น พระอัชชะโคนะและปุปุออง ดังกล่าวมาแล้วนั้นแล...

การภาวนาโดยนับลูกประคำ
การภาวนาให้ถึงศีล สมาธิ ปัญญา มีหลายวิธี การนับลูกประคำเป็นวิธีการหนึ่ง ที่ใช้กันมาแต่โบราณกาล พระเดชพระคุณหลวงพ่ออุตตมะสอนให้ภาวนาโดยนับลูกประคำ ๑๐๘เม็ด ด้วยคาถาบูชาพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือให้กล่าวคาถาว่า “นะ โม พุท ธา ยะ ยะ ธา พุท โม นะ มะ อะ อุ อุ อะ มะ” พร้อมนับลูกประคำทีละเม็ด จนครบ ๓ รอบลูกประคำแล้ว จึงภาวนาว่า “พุทโธ พุทโธๆ” พร้อมนับลูกประคำ หากภาวนาครบ ๑๐ รอบ จักเป็นมหากุศล

“นะ โม พุท ธา ยะ” คือพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ในกัปนี้ “นะ” คือพระกกุสันโธพุทธเจ้า “โม” คือพระโกนาดมพุทธเจ้า “พุท” คือพระกัสสปพุทธเจ้า “ธา” คือพระศากยพุทธเจ้า “ยะ” คือพระศรีอาริยเมตไตรย “มะ อะ อุ” คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

นะกาโร กะกุสันโธ จะ โมกาโร โกนาคะมะโน
พุทกาโร กัสสะโป พุทโธ ธากาโร สักกะยะปุงคะโว
ยะกาโร อะริยะเมตเตยโย ปัญจะพุทธา นะมามิหัง

การกล่าวคาถาเป็นการรำลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าและพระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่ง เมื่อกล่าวคาถาพร้อม

หมายเหตุ: สำหรับลูกประคำ ๙ เม็ดนั้น ได้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว โดยใช้เป็นเครื่องระลึกนึกถึงพระพุทธคุณอันได้แก่ “อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ”

จาก: พระธรรมเทศนาโดยหลวงพ่ออุตตมะเรื่อง "ประวัติลูกประคำ ๑๐๘"


 

Additional information

free server monitoring site uptime


View My Stats
P&T Hosting Co., Ltd. :: บริการ | จดโดเมนเนม | เว็บโฮสติ้ง | VPS | Co-location |